แรงจูงใจ
แรงจูงใจของนักท่องเที่ยวแต่งต่างไปจากแรงจูงใจในวิชาจิตวิทยา ซึ่งเป็นตัวกำหนดบุคลิกภาพของบุคคลแรงจูงใจทางด้านการท่องเที่ยว หรือแรงจูงใจของนักท่องเที่ยวเป็นแนวคิดที่เป็นแบบลูกผสมระหว่างแนวคิดทางจิตวิทยาผสมกับแนวคิดทางด้านสังคมวิทยาแรงจูงใจของนักท่องเที่ยวจึงหมายถึงเครือข่าย
ทฤษฏีต่างๆเกี่ยวกับแรงจูงใจของนักท่องเที่ยว
1. ทฤษฏีลำดับขั้นแห่งความต้องการจำเป็น(hierarchy of needs)
2. ทฤษฏีขั้นบันไดแห่งการเดินทาง(travel career ladder)
3. แรงจูงใจวาระซ่อนเร้น(hidden agenda)
4. แรงจูงในทางการท่องเที่ยวในทัศนะของ swarbrooke
ในหนังสือเรื่องconsumer behavior in tourismของjohn swarbookeซึ่งตีพิมพ์ในปีค.ศ.1999swarbooke จำแนกแรงจูงใจสำคัญๆที่ทำให้คนเดินทางออกเป็น 6ชนิด ด้วยกันที่แสดงอยู่ในแผนภูมิที่3แรงจูงใจเหล่านี้ได้แก่
1. แรงจูงใจทางด้านสรีระหรือทางกายภาพ(physical)
2. แรงจูงใจทางด้านวัฒนธรรม
3. การท่องเที่ยวเพื่อตอบสนองอารมณ์ควารู้สึกบางอย่าง
4. การท่องเที่ยวเพื่อให้ได้มาเพื่อสถานภาพ
5. แรงจูงใจในการพัฒนาตนเอง
6. แรงจูงใจส่วนบุคคล
จากแนวคิดเกี่ยวกับแรงจูงใจในทัศนะของนักวิชาการด้านแรงจูงใจทั้ง4คนที่ได้กล่าวมาแล้วสามารถสรุปได้ว่า ในการที่นักท่องเที่ยวจะเลือกแหล่งที่ท่องเที่ยวแห่งใดแห่งหนึ่งไม่ได้เกิดจากแรงจูงใจอย่างใดอย่างหนึ่งเพียงอย่างเดียว แต่การตัดสินใจที่จะไปท่องเที่ยวมักจะเกิดจากแรงจูงใจหลายๆอย่างในเวลาเดียวกันเช่น การที่คู่สมรสชาวฮ่องกงผู้หนึ่งตัดสินใจเดินทางมาเที่ยวประเทศไทย
แนวโน้มของแรงจูงใจของนักท่องเที่ยว
Pearce Morrison และRutledge (1998) ได้นำเสนอแรงจูงใจของนักท่องเที่ยว 10 ประการดังต่อไปนี้
1. แรงจูงใจที่จะได้สัมผัสสิ่วแวดล้อม
2. แรงจูงใจที่ได้พบปะกับคนในท้องถิ่น
3. แรงจูงใจที่จะที่จะเข้าใจวัฒนธรรมท้องถิ่นและประเทศเจ้าบ้าน
4. แรงจูงใจที่จะเสริมสร้างสัมพันธภาพภายในครอบครัว
5. แรงจูงใจที่จะพักผ่อนในสภาพแวดล้อมที่น่าสบาย
6. แรงจูงใจที่จะที่จะได้ทำกิจกรรมที่นักท่องเที่ยวสนใจและฝึกทักษะ
7. แรงจูงใจที่จะมีสุขภาพดี
8. แรงจูงใจที่จะได้รับการคุ้มกันและความปลอดภัย
9. แรงจูงใจที่จะได้รับการยอมรับนับถือและได้รับสถานภาพทางสังคม
10. แรงจูงใจที่จะให้รางวัลแก่ตัวเอง
ตัวอย่างการวิจัยที่ใช้วิธีการศึกษาจากกลุ่มเป้าหมาย
นักเดินทางประเภทแบกเป้นักเดินทางแบบนี้กำลังเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆในออสเตรเลีย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และนิวซีแลนด์ แรงจูงใจที่ทำให้เกิดการเดินทางลักษณะแบบนี้อาจจะสรุปได้เป็น 4 มิติด้วยกันดังต่อไปนี้
1. การหลีกหนี(escape)
2. การมุ่งเน้นในเรื่องสิ่วแวดล้อม
3. การทำงาน(employment)
4. เน้นการคบหาสมาคม(social focus
โครวสร้างพื้นฐานในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว
โครงสร้างพื้นฐานในอุคสาหกรรมการท่องเที่ยว หมายถึง องค์ประกอบพื้นฐานในการรองรับการท่องเที่ยวทั้งระบบ ถือเป็นส่วนการสนับสนุนให้การท่องเที่ยวสามารถดำเนินงานไปได้ด้วยดี และทำให้เกิดความสะดวกสบายรวดเร็วในการดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับการท่องเที่ยว
โครงสร้างพื้นฐานอุตสาหกรรมได้แก่
1. ระบบไฟฟ้า
2. ระบบประปา
3. ระบบสือสารโทรคมนาคม
4. ระบบการขนส่งประกอบไปด้วย
4.1ระบบการเดินทางทางอากาศ
4.2ระบบการเดินทางทางบก
4.3ระบบการเดินทางทางน้ำ
5. ระบบสาธารณสุข
ปัจจัยที่ส่งเสริมการท่องเที่ยวในแต่ละภูมิภาค
การที่บนโลกมีสภาพแวดล้อมที่แตกต่างออกไปจำทำให้เกิดภูมิทัศน์ทางธรรมชาติและลักษณะทางวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน ประกอบกับการที่มนุษย์มักต้องการเดินทางท่องเที่ยวไปยังบริเวณต่าง ๆ ที่มีสภาพแวดล้อมแตกต่างออกไปจากที่ตนเองอาศัยอยู่ ส่งผลให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวไปยังบริเวณต่างๆบนผิวโลก จึงเห็นว่าปัจจัยทางภูมิศาสตร์และปัจจัยทางวัฒนธรรมเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวแต่ละคนเดินทางออกจากแหล่งที่ตนเองอาศัยอยู่
1.ปัจจัยทางภูมิศาสตร์
1.1ลักษณะ๓มิประเทศ
การเปลี่ยนแหลงของเปลือกโลกมีได้2ลักษณะดังนี้
1)การเปลี่ยนแหลงจากภายในเปลือกโลก
2)การเปลี่ยนแหลงบริเวณผิวโลก
1.2ลักษณะภูมิอากาศ
2.ปัจจัยทางวัฒนธรรม
วันจันทร์ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2553

ได้เวลามาทำความรู้จักกับสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจบนเกาะล้านกันแล้ว...


หรือจะเลือกไปพักผ่อนที่ชายหาดขนาดเล็กเงียบสงบ เหมาะกับนักท่องเที่ยวที่ต้องการพักผ่อนแบบเป็นส่วนตัวที่ "หาดทองหลาง" ซึ่งมีกิจกรรมหลัก คือ การดำน้ำดูปะการัง บริเวณปลายหาดที่เชื่อมต่อกับหาดตาแหวน ทั้ง 2 ด้านนี้ยังมีแนวปะการังน้ำตื้นที่สวยงาม และมีบริการเดินชมปะการังใต้น้ำแบบ Sea Walker ที่นักท่องเที่ยวนิยมมาใช้บริการ ส่วนนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบปะการังแต่ไม่ชอบการดำน้ำ ที่หาดนี้ยังมีบริการเรือท้องกระจก ให้สามารถลงไปชมปะการังได้อย่างใกล้ชิด

"หาดเทียน" เป็นหาดที่สวยงามแห่งที่สองมีความยาวของหาดประมาณ 500 เมตร อยู่ทางทิศตะวันตกของเกาะ หาดทรายแห่งนี้มีความสวยงามไม่แพ้หาดตาแหวนแต่มีขนาดเล็กและเงียบสงบจึงเหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการความเป็นส่วนตัว

"หาดนวล" อยู่ทางตอนใต้ของเกาะล้าน เป็นหาดขนาดเล็กยาวประมาณ 250 เมตร เป็นพื้นที่ที่มีกรรมสิทธิ์เป็นของเอกชน สภาพสิ่งแวดล้อมชายหาดเป็นปะการังอยู่ในสภาพสมบูรณ์ เนื่องจากไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวนิยมมาเที่ยวที่นี่มากนัก
กินลมชมวิวชิวๆ กันต่อที่ "จุดชมวิวเขานม" เป็นจุดชมวิวที่สวยงามที่สุดของเกาะล้าน ตั้งอยู่บริเวณเขานมใกล้ๆ กับหาดแสม นักท่องเที่ยวสามารถเดินหรือใช้บริการรถมอเตอร์ไซค์รับจ้างขึ้นไปชมความสวยงามของท้องทะเลสีครามกับตัวเมืองพัทยา ที่ธรรมชาติช่างสร้างสรรค์ได้งดงามกลมกลืนดุจภาพวาดที่ทุกคนต้องประทับใจ และบริเวณนี้ยังเป็นสถานที่สำหรับนักปั่นจักรยานเสือภูเขาที่ชื่นชอบธรรมชาติอีกด้วย
นอกจากนี้ บริเวณรอบๆ เกาะล้านยังมีเกาะเล็กๆ ที่น่าเที่ยวไม่แพ้กัน นั่นก็คือ เกาะครก และเกาะสาก ซึ่งเป็นแหล่งตกปลา ดำน้ำดูปะการัง (ทั้งแบบน้ำลึกและน้ำตื้น) ที่นักท่องเที่ยวนิยมเดินทางไปเที่ยวอีกด้วยค่ะ
การเดินทาง
มีเรือโดยสารออกจากท่าเรือพัทยาใต้ไปเกาะล้านทุกวัน เที่ยวไป ตั้งแต่เวลา 10.00 น. - 18.30 น. ใช้เวลาเดินทางประมาณ 45 นาที เที่ยวกลับ มี 2 รอบ คือ เวลา 12.00 น. และ 14.00 น. อัตราค่าเรือโดยสาร คนละ 20 บาท เรือจอดที่ท่าหน้าบ้าน หากจะเดินทางต่อไปชายหาดอื่นก็สามารถเช่าเรือหางยาวหรือรถรับจ้างได้ นอกจากนี้ ยังมีบริการเรือเร็วให้เช่าอยู่ทั่วไปตามชายหาดพัทยา อัตราค่าเช่าประมาณ 2,000 - 3,000 บาท สามารถแวะเที่ยวได้หลายหาดแล้วแต่จะตกลงราคากันค่ะ

รายละเอียดโปรแรม
วันที่1
09.00น. ออกจากกรงเทพฯ
11.00น. ถึงหัวหิน
11.30น ถึงโรงแรมที่พัก
12.00น. รับประทานอาหารและพักผ่อนตามอัธยาศัย
14.00น. เล่นน้ำที่หาดหัวหิน เล่นบานาน่าโบท และถ่ายภาพ
17.00น. รับประทานอาหารเย็น
17.30น. หลังจากรับประทานอาหาร ก็นั่งรถสองแถวไปเพลินวานใช้เวลาในการเดินทางประมาณ10-15นาที
18.00น. ถึงเพลินวาน เดินซื้อของและถ่ายภาพเก็บเป็นที่ละลึก
19.30น. ต่อจากเพลินวานนั้งรถไปต่อที่ตลาดโต้รุ้งใช้เวลาประมาณ15-20นาที
20.00น. เดินเล่น ซื้อของที่ตลาดโต้รุ้ง
21.00. นั่งรถกลับที่พัก
วันที่2
09.00น. รับประทานอาหารเช้า และพักผ่อน
10.00น. เดินทางไปเขาตะเกีบบ ใช้เวลาในการเดินทางประมาณ 15-20นาที
10.30น. เดินเล่นชายหาด ถ่ายรูป และไหว้พระ
11.30น. นั่งรถกลับที่พัก
12.00น. รับประทานอาหารกลางวัน และรอรถมารับ
13.00น. นั้งรถกลับกรุงเทพฯ
17.30น. ถึงกรุงเทพฯ
ค่าที่พัก
คืนละ 900 บาท
ค่ารถตู้
ไป-กลับ 400 บาท
รวมค่าใช้จ่ายในการเที่ยวหัวหินทั้งหมดประมาณ 2,000 บาท

ปินโตเป็นชาวเมืองมองเตอมูร์เก่า(Montemor-o-velho)ใกล้เมืองกูอิงบรา(Coinbre)ในราชอาณาจักรโปรตุเกต ปิ่นโตเกิดในครอบครัวยากจนระหว่าง ค.ศ. 1509-1512 เมื่ออายุประมาณ 10 หรือ 12 ขวบจึงต้องเป็นรับใช้ของสตรีผู้หนึ่ง ชีวิตของเขาตกอยู่ในอันตรายจนต้องหลบหนีลงเรือจากเมืองกูแอ ปิ่นโตเคยเผชิญปัญหาเรือับปาง 5 ครั้ง ถูกขาย 16 ครั้ง และถูกจับเป็นทาสถึง 13 ครั้ง ชีวิตเอเชียของปิ่นโตเคยผ่านการเป็นทั้งกวาสีเรือ ทหาร พ่อค้า ทูตและนักสอนศาสนา
ปินโตเคยเดินทางเข้าสยาม 2 ครั้ง ครั้งแรกเข้ามาในปัตตานีและนครศรีธรรมราช ครั้งที่ 2 เข้ามายักรุงศรีอยุธยาในรัชสมัยสมเด็จพระไชยราชาธิราช หลังจากปิ่นโตถึงแก่กรรม บุตรีของเขาได้มอบต้นฉบับหนังสือให้แก่นักบวชสำนักหนึ่งกรุงลิสบอน กษัตริย์ฟิลิปได้ทอดพระเนตรงานนิพนธ์ชิ้นนี้ บุตรีของปิ่นโตจึงได้รับพระราชทานบำเหน็จรางวัลแทนบิดา งานเขียนขงปิ่นโตตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ ค.ศ. 1614 และแปลเป็นภาษาต่างๆ อาทิ ภาษาฝรั่งเศสและภาษาอังกฤษ กรมศิลปากรได้เผยแพร่บันทึกของปิ่นโตบางส่วนในชื่อ"การท่องเที่ยวผจญภัยของแฟร์นังด์ มังเดซ" บางส่วนถูกนำเสนอในรูปของร้อยแก้ว บางตอนก็ระบุว่าเรื่องที่ได้ยินได้ฟังมาจากคำบอกเล่าและการสอบถามผู้รู้ ปิ่นโตระบุว่าการเล่าเรื่องการเดินทางของเขามีจุดหมายเพื่อให้มีการเรียนรู้สภาพูมิศาสตร์ของโลกให้มากยิ่งขึ้น มีจุดประสงค์ที่ก่อให้เกิดความท้อถอยในการติดต่อกับดินแดนแถบเอเชีย เขาระบุว่าอุทิศการทำงานให้แก่พระเจ้ามิได้หวังชื่อเสียง สิ่งทีผลักดันให้เขาเดินทางไปยังตะวันออกคือ ธรรมชาติของลูกผู้ชาย เพื่อทัศนศึกษาดินแนต่างๆในโลกกว้างและเพื่อเรียนรู้เรื่องราวของ"คนป่าเถื่อน"
คุณค่าทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับราชอาณาจักรสยาม
บันทึกของปินโตนับเป็นเอกสารสำคัญที่กล่าวถึงเรื่องราวส่วนหนึงเกี่ยวกับทรัพยากร การทหาร วัฒนธรรม ประเพณี ความเชื่อ กฎหมายและเรื่องราวในราชสำนักสยามกลางคริสต์ศตวรรษที่ 16 และมักจะถูกอ้างอิงเสมอเมื่อกล่าวถึงบทบาททางการทหารของชุมชนโปรตุเกส งานของปิ่นโตบางส่วนมีรูปแบบเป็นจดหมายติดตอกับบุคคล และปิ่นโตยังยืนยันว่าเขาได้รับจดหมายฝากฝังจากผู้สำเร็จราชการโปรตุเกสแห่งเมืองกัว เพื่อให้ได้เข้าเฝ้ารับพระราชทานรางวัลจากสมเด็จพระราชินีแคเธอรีนแห่งโปรตุเกสแสดงให้เห็นถึงความพยายามในการอ้างอิงพยานบุคคลของเขา
ความน่าเชื่อถือ
หนังสือของปินโตถูกตีพิมพ์แพร่อน่างกว้างขวางในยุโรป จึงเป็นเหตุให้เขาถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรง วิลเลี่ยม คอนเกรฟ (William Congreve,1670-1729) ในงานเขียนชื่อระบุว่า การผจญภัยของปิ่นโตมีลักษณะคล้ายกับเรื่องราวในนิยายอาหรับและตั้งฉายาเขาว่า"ซินแบดแห่งโปรตุเกส"
หลักฐานของปิ่นโตกับปัญหาในการศึกษาชุมชนโปรตุเกสสมัยอยุธยา
ประวัติศาสตร์ใช้ในการตรวจสอบเรื่องราวเกี่ยวกับตำแหน่งหัวหน้าค่ายโปรตุเกส ความสัมพันธ์ของคนในค่าย ความสัมพันธ์ระหว่างค่ายโปรตุเกสกับราชสำนักอยุธยา ความสัมพันธ์ระหว่างค่ายโปรตุเกสกับมะละกา กัว มาเก๊า และราชอาณาจักรโปรตุเกส ปิ่นโตระบุว่านักสอนศาสนาก๊จำเป็นต้องเผยแพร่ศาสนาภายใต้นโยบายของราชสำนักหรือผู้สำเร็จราชการโปรตุเกสแห่งแมืองกัวเช่นเดียวกับราชการทั่วไป อีกทั้งยังคงเป็นทหารและนักสอนศาสนาของโปรตุเกสด้วย เขาจึงเป็นบุคคลที่มีเกียรติพอที่จะได้รับความน่าเชื่อถือจากผู้มีฐานะเป็นศัตรูชาติโรตุเกสในยุโรปหรือแม้แต่ชาวโปรตุเกสบางคนแต่เขาก็ไม่เคยถูกนักประวัติศาสตร์เสียดสีเลยแม้แต่น้อย
สรุป
วันอังคารที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

การศึกษาเรื่องประวัติศาสตร์ของการท่องเที่ยวเป็นสิ่งที่จำเป็นและเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่สนใจเกี่ยวกับธุรกิจด้านท่องเที่ยว สามารถนำมาใช้ได้กับการท่องเที่ยวปัจจุบัน
ชาวโรมันก็มีการเดินทางกันอย่างกว้างขวางตั้งแต่ 3000 ปีก่อนคริสตกาลเนื่องจากความกว้างใหญ่ของอาณาจักรโรมัน เมือ 80 ปีก่อนคริสตกาลทำให้ดมืองนี้กลายเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจ ปัจจัยที่ส่งเสริมการท่องเที่ยวสมัยนั้นคือ ความมั่นคงทางการเมืองและเศรษฐกิจ ชาวโรมันมีอำนาจในการซื้อมากและเนนักล่าของที่ละลึกชาติแรกๆของโลก การกระจายอำนาจทางการบริหารและอำนาจทางทหารในยุคอาณาจักรโรมันทำให้คนโรมันเดินทางไปยังต่างประเทศบ่อยๆ การพัฒนาด้านการสื่อสารอย่างรวดเร็วทำให้การเดินทางมีมากขึ้น การมีถนนชั้นเยี่ยมและสถานที่พักแรม ทำให้สะดวกมาขึ้น ต่อมาอาณาจักรโรมันได้ล้มละลายลงใน คศ. 476 หรือในตอนกลางคริสศตวรรษที่ 5 ทวีปยุโรปเข้าสู้ยุคกลาง สรุปได้ว่าอาณาจักรโรมันการท่องเที่ยวมราทั้งการท่องเที่ยวในประเทศและการท่องเที่ยวระหว่างประเทศ แต่การท่องเที่ยวระหว่างประเทสนั้นไม่มีการแบ่งอาณาเขต
การท่องเที่ยวในยุคกลาง
เป็นช่วงที่ต่อจากการล่มสลายของอาณาจักรโรมัน ดังนั้นถนนหนทางถูกปล่อยให่ทรุดโทรมเศรษฐกิจตกต่ำ แต่ศาสนจักรโรมันคาทอลิค ยังเป็นศูนย์รวมสังคม ทำให้ผู้คนเดินทางกันในระยะสั้นๆไม่ไกลจากบ้านนัก คนชั้นสูงและคนชั้นกลางนิยมเดินทางเพื่อแสวงบุญ คนในสมัยนั้นเชื่อกันว่าเทพเจ้าจะสิงสถิตและแสดงอำนาจเฉพาะที่แห่งใดแห่งหนึ่งเท่านั้น
การพัฒนาคมนาคมทางถนนในคริสตวรรษที่ 17 ถึงต้นศตวรรษที่ 19
ในช่วงก่อนที่จะถึงศตวรรษที่ 16 การเดินทางทำได้ 3 วิธี คือ การเดินเท้า , การขี่ม้า , การใช้เสลี่ยงโดยมีผู้รับใช้เป็นผู้แบก จนถึงศตวรรษที่ 18 การพัฒนารถม้า 4 ล้อที่มีระบบกันสะเทือนด้วยสปริงเป็นความก้าวหน้าครั้งใหญ่สำหรับ คนที่จำเป็นต้องเดินทาง และยังมีระบบทางด่วนที่ผู้โดยสารต้องจ่ายค่าผ่านทางเกิดขึ้น มีการปรับปรุงผิวจราจรทำให้รถตู 4 ล้อวิ่งได้ถึง 40 ไมล์ต่อวัน และนอกจากนี้ยังเกิดการการท่องเที่ยวในรูปแบบใหม่ซึ่งเป็นผลมาจากเสรีภาพและต้องการที่จะเรียนรู้ในยุคฟื้นฟูวิทยาการต่อมาจนถึงศตวรรษที่ 19 เราอาจแบ่งปัจจัยเหล่านี้ออกเป็น 2 กลุ่มคือปัจจัยที่ส่งเสริมให้เกิดการเดินทาง และปัจจัยดึงดูดให้คนเดินทาง
การท่องเที่ยวในศตวรรษที่ 20 (1901-200)
รูปแบบการท่องเที่ยวเปลี่ยนไป การเดินทางด้วยรถไฟน้อยลงเพาะคนนิยมเดินทางด้วยรถยนตร์ มีการพัฒนารถบรรทุกที่ขนสัมภาระในสงครามให้เห็นเป็นรถ Coach ทศวรรษที่ 1920 การเดินทางด้วยรถยนตร์ส่วนตัวก็เป็นการท่องเที่ยวที่นิยมในหมู่คนชั้นกลางในประเทศอังกฤษ ต่อมาก็มีการกำเนิดอุตสาหกรรมการบินในระยะแรกเป็ฯสัญญาณบ่งบอกให้เห็นจุกเริ่มต้นของการสิ้นสุดในการบริการรถไฟและเรือ
การท่องเที่ยวหลังสงครามโลกครั้งที่ 2
เช่นเดียวกับสงครามโลกครั้งที่ 1 ความสนใจของคนที่ดินทางไปต่างประเทศเพิ่มขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เช่นเกิดความต้องการที่จะเห็นสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับสงครามเช่น หาดนอร์มังดีฝรั่งเศส การยุติสงครามโลกครั้งที่ 2 ใน คศ. 1945 ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในรูปแบบการเดินทางคือ การเดินทางด้วยเครื่งบิน และมีการขยายตัวในทศวรรษที่ 1950 ค่าโดยสารจะค่อนค่างแพงก็ตาม ความก้างหน้าใน ค.ศ. 1970 มีการนำเครื่งบินเร็ซกว่าเสียงคือ เครื่องบินคองคอร์ดต่อมาก็ได้เปิดตัวเครื่องบินเจ็ทลำตัวกว้างรุ้นโบอิ้ง 747 ภายหลังก็ได้มีการจัดทัวร์เหมาตั้งแต่ทศวรรษที่ 1920 ถึง 1960
วันจันทร์ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
ความหมาย ความสำคัญของการท่องเที่ยว

การท่องเที่ยวเป็นรูปแบบกิจกรรมหนึ่งของนันทนาการ (Recreation) ซึ่งคล้ายกับกิจกรรมทางการกีฬา หรืองานอดิเรก และการใช่เวลาว่าง นอกจากนี้เมื่อการท่องเที่ยวเกี่ยวข้องกับการเดินทาง จึงมีปัญหาตามมาว่า การเดินทางที่จัดเป็นการท่องเที่ยวต้องมีจุดประสงค์อย่างไร และการเดินทางด้วยระยะทางเท่าใด
ด้วยปัญหานี้ จึงมีการพยายายมที่จะให้คำจำกัดความของคำว่าการท่องเที่ยวหลายครั้ง จนในปี พ.ศ.2506 ได้ยอมรับข้อเสนอเกี่ยวกับคำจำกัดความเกี่ยวกับการท่องเที่ยวระหว่างประเทศ ต่อมาได้กลายเป็นองกรค์การท่องเที่ยวโลกในปี พ.ศ.2513
การเดินทางที่จัดเป็นการท่องเที่ยวต้องมีลักษณะดังนี้
- เป็นการเดินทางจากที่อยู่อาศัยไปยังที่อื่นเป็นการชั่วคราว
- เป็นการเดินทางด้วยการสมัครใจ
- เป็นการเดินทางด้วยวัตถุประสงค์ใดๆ ก็ตามที่มิใช่เพื่อการประกอบอาชีพและการหารายได้
นักท่องเที่ยว(Tourist) คือผู้มาเยือนชั่วคราว และพักอาศัย ณ สถานที่ท่ไปเยี่ยมเยือนอย่างน้อย 24 ชั่วโมง ด้วยจุดประสงค์เพื่อใช่เวลาว่าง เพื่อนันทนาการ สุขภาพ กีฬา เป็นต้น
นักทัศนาจร(Excursionist) คือผู้มาเยือนชั่วคราว และพักอาศัย ณ สถานที่ไปเยี่ยมเยือนไม่เกิน 24 ชั่วโมงรวมถึงการเดินทางด้วยเรือสำราญ (Cruise Travellers) แต่ไม่รวมผู้โดยสารผ่าน (Transit)
การท่องเที่ยวได้รับการยอมรับจากคณะกรรมการสถิติแห่งองค์การสหประชาชาติใน 2 ประเด็น ได้แก่ การท่องเที่ยว ประกอบด้วยกิจกรรมของผู้เดินทางไปยังสถานที่อื่นใดที่ไม่ใช่ที่พักอาศัยปกติ , การใช้แนวคิดที่กว้างนี้ทำให้มีความเป็นที่จะนิยมการท่องเที่ยวระหว่างประเทศได้
วัตถุประสงค์ของการเดินทางท่องเที่ยว
การเดินทางเพื่อความเพลิดเพลินสนุกสนานและพักผ่อน(Holiday) เป็นการเดินทางของนักท่องเที่ยวที่มีวัตถุประสงค์เพื่อความเพลิดเพลิน สนุกสนาน รื่นเริง อาทิ การเดินทางไปอาบแดดชายทะเล การเดินทางไปเล่นน้ำตก เป็นต้น การเดินทางเพื่อธุรกิจ(Business) เป็นการเดินทางที่ควบคู่ไปกับการทำงานแต่ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อการประกอบอาชีพ หรือหารายได้จากสถานที่ที่ไปท่องเที่ยวนั้น อาทิ การเดินทางไปสำรวจตลาด การเดินทางไปท่องเที่ยวของพนักงานดีเด่น เป็นต้นการเดินทางเพื่อวัตถุประสงค์อื่นๆ ยังมีการเดินทางอีกจำนวนหนึ่งนอกเหนือจากการเดินทางด้วยวัตถุประสงค์ 2 ประการ ข้างต้น อาจเรียกว่าเป็นการเดินทางด้วยวัตถุประสงค์เฉพาะ และสลับซับซ่อนมากกว่าการไปพักผ่อนหรือประชุม อาทิ การเดินทางไปศึกษาธรรมชาติ ศิลปวัฒนธรรม เป็นต้น
ประเภทการท่องเที่ยว
การแบ่งตามสากล ได้แก่การแบ่งโดยใช้ประเทศเป็นกำหนด
- การท่องเที่ยวภายในประเทศ (Domestic Tourism)
- การท่องเที่ยวเข้ามาในประเทศ (Inbound Tourism)
- การท่องเที่ยวนอกประเทศ (Outbound Tourism)
การแบ่งตามวัตถุประสงค์ของการเดินทาง จำเป็นต้องพิจารณาถึงกิจกรรมหลักของการท่องเที่ยวที่เกิดขึ้น ณ สถานที่นั้นๆ เป็นหลัก อาจแบ่งได้เป็น
- การท่องเที่ยวเพื่อความเพลิดเพลินและพักผ่อน
- การท่องเที่ยวเพื่อธุรกิจ
- การท่องเที่ยวเพื่อวัตถุประสงค์พิเศษแต่สามารถแบ่งออกเป็น 5 ประเภทใหญ่ๆ ได้แก่ การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ , การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและกีฬา , การท่องเที่ยวเชิงศิลปวัฒนธรรม , การท่องเที่ยวเพือ่สัมผัสชาติพันธ์และวัฒนธรรมพื้นถิ่น , การท่องเที่ยวเพื่อการศึกษา
องค์ประกอบของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว เนื่อจากการท่องเที่ยว เป็นกิจกรรมที่ประกอบด้วย การเดินทางที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่งและกิจกรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้นในระหว่างอยู่ ณ สถานที่นั้น มนุษย์เรามีความต้องการในการดำรงชีวิตเหมือนๆกัน ไม่ว่าจะเป็น ที่พัก อาหาร ยารักษาโรค เครื่องนุ้งห่ม อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวจึงหมายถึง ธุรกิจการท่องเที่ยวขนาดใหญ่ต้องอาศัยแรงงาน การลงทุน เทคนิควิชาชีพเฉพาะ มีการวางแผน และการตลาดเช่นเดียวกับ อุตสาหกรรมที่จับต้องไม่ได้ และไม่มีการเคลื่อนที่ไปหาผุ้ซื้อ หากแต่ผู้ซื้อต้องการท่องเที่ยว อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวมีองประกอบที่สำคัญ 2 ประการได้แก่ -องค์ประกอบที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับนักท่องเที่ยว -องประกอบที่สนับสนุนกิจกรรมการ
องค์ประกอบที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับนักท่องเที่ยว
- สิ่งดึงดูดใจ
- ธุรกิจการคมนาคม
- ธุรกิจที่พักแรม
- ธุรกิจร้านอาหาร
- ธุรกิจนำเที่ยว
